ย้ายบ้านค่ะ

มกราคม 9, 2009 ที่ 8:55 pm | เขียนใน Uncategorized | 1 ความเห็น

รวมข้อมูลจากหลายๆ บล็อกเกี่ยวกับ หมอเชียงใหม่ในเมลเบอร์น ที่ตัวเองเคยเขียน ไปไว้ที่

http://cmudocinmelb.exteen.com/

ฝากติดตามอ่านกันต่อไปด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

ัชั้นจะฟ้องหมอ

กรกฎาคม 20, 2008 ที่ 12:19 am | เขียนใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

เค้าว่ากันว่า ทำงานในประเทศทางตะวันตกมีการฟ้องร้องกันบ่อย จริงค่ะ เจอเข้ากับตัวเองอย่างจังหลังจากทำงานในห้องฉุกเฉินได้ไม่กี่เดือน เรื่องมีอยู่ว่า ตอนอยู่เวรบ่ายวันหนึ่งในห้องฉุกเฉิน consultant เข้ามาถามว่ายุ่งรึเปล่า ถ้ายังไงดูคนไข้คนนี้ต่อหน่อยละกันเพราะยูเป็นหมอผู้หญิงคนเดียวเวรนี้ อ้อ คนไข้ถูกจัดให้อยู่ในห้องหัตถการสูตินรีแพทย์นี่เอง ห้องนี้จะถูกจัดเป็นสัดส่วนกว่าห้องอื่นๆ ใน ED จะมีประตูที่สามารถล็อคกลอนได้ ไม่เหมือนห้องอื่นๆ ที่มีแค่ผ้าม่านรูดบังเท่านั้น ดูจากชื่อน่าจะเป็นคนไข้เชื้อสายอินเดีย

คนอินเดีย หรือ คนแขกนี่ มีชื่อเสียงในการพูดเก่ง พูดมาก พูดไม่หยุด มั่นใจอยู่แล้ว ถูกไม่ถูกไม่รู้แต่ขอพูดบลั๊พไว้ก่อน ถึงแม้บางทีการที่จะฟังภาษาอังกฤษสำเนียงแขกให้รู้เรื่องนี่อาศัยเวลาพอดูกว่าจะชิน แต่คุณแขกมั่นค่าว่าตูนี้เก่งเกินใครในเอเชียเพราะพูดภาษาอังกฤษเป็นต่อยหอย คนอื่นฟังรู้เรื่องอ๊ะเปล่านี่ไม่สน

กลับเข้าเรื่อง เดินเข้าไปในห้อง พบคนไข้หญิงอายุสี่สิบกว่าๆ พูดภาษาอังกฤษสำเนียงแขกตามที่เดาไว้ เริ่มร่ายยาวประวัติไม่หยุดเลยค่ะ สรุปแล้วเธอมาด้วยปวดท้องน้อยข้างซ้ายมาหนึ่งปี หนึ่งปีค่ะ แต่มารพ.วันนี้ ทนรอจนกว่าหมอจะมาดูหลายชั่วโมงเพราะวันนี้ปวดมากเป็นพิเศษ ปวดโอดโอย แต่พอถามว่าจะรับยาแก้ปวดมั๊ยเธอบอกไม่ยอมรับยาฉีดค่ะ เพราะพอทน (เอ ยังไง) เธอบอกอีกว่า เธอมีประวัติปวดท้องน้อยทางขวาแบบเดียวกันเลย ทนปวดนานจนรู้ทีหลังว่าเป็นถุงน้ำที่รังไข่แตก เข้ารับการผ่าตัด กว่าจะฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิมก็นานและทรมานพอดู ดังนั้นเธอปักใจแน่ๆ ว่าเธอเป็นถุงน้ำที่รังไข่อีกด้านนึงอยากให้หมอผ่าออกก่อนที่มันจะแตกเหมือนคราวก่อน ฟังเสร็จแล้วอึ้งค่ะ ยกตัวอย่างว่าคนไข้มาบอกหมอว่าอยากเอาไส้ติ่งออกเพราะกลัวมันติดเชื้อ หมอจะผ่าให้มั๊ยนี่ ถามเธอว่าเคยเจอหมอทั่วไปประจำตัว (GP; general practitioner) หรือเปล่า เธอบอกเคยเจอแล้วหมอให้ยามาเรื่อยๆ ยังไม่เคยได้อัลตร้าซาวด์เลย คิดแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะที่นี่ ส่งสแกนกันแบบเกินเหตุซะมากกว่า พอตรวจท้องเธอดูนะคะ จับตรงไหนก็โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย เจ็บโอดโอยไปหมด แต่การตรวจท้องไม่พบมีอะไรที่ผิดปกติเลย ท้องนุ่มมาก ตรวจคนไข้เสร็จ เจาะเลือดส่งตรวจเสร็จ (ผลปกติ) เลยไปคุยกับ consultant ว่าไม่น่าเป็นอะไรที่ฉุกเฉินแต่ขอให้เค้าไปช่วยดูคนไข้หน่อย พอดูคนไข้เสร็จ consultant เห็นด้วยว่าไม่ฉุกเฉิน สามารถส่งคนไข้กลับบ้านแล้วเขียนจดหมายให้หมอทั่วไปส่งตรวจอัลตร้าซาวด์ พอกลับไปบอกคนไข้ คนไข้ไม่พอใจมากบอกว่าหมอไม่เห็นใจเลย เดี๋ยวรังไข่ต้องแตกแน่ๆ เราก็พยายามอธิบายให้เธอฟังว่าหมอทั่วไปส่งตรวจต่อให้ได้ การตรวจวันนี้ไม่มีอะไรที่น่าจะเป็นอาการฉุกเฉิน สุดท้าย consultant มาพูดอธิบายให้เธอฟังอีกครั้งและนัดวันเจอหมอนรีเวชของรพ.ให้ ให้จดหมายเธอไปหาหมอทั่วไป แล้วส่งเธอกลับบ้าน เธอกลับบ้านด้วยอาการไม่พอใจอย่างมาก

หนึ่งเดือนผ่านไป ขณะเดินไปขอ x-ray ให้คนไข้ในห้องฉุกเฉิน ได้ยินคนเรียก excuse me, doctor อยู่หลายๆ ครั้ง หันไปดูเจอผู้หญิงแขกเดินกุมท้องเข้ามาหา แล้วบอกว่าเธอมา x-ray แต่หมอไม่ได้นัดให้ เธอปวดท้องมากเลยรู้มั๊ย เช็คดูในบัตรนัด เลยนึกถึงเธอออกว่าครั้งก่อน จัดแจงนัดวันตรวจกับคลินิกนรีเวชให้เธอแต่เธอกลับมาที่แผนก x-ray อธิบายให้เธอฟังว่าเธอต้องไปอีกแผนกนึงไม่ใช่ที่นี่ แล้วถามว่าได้ไปหาหมอประจำตัวรึเปล่าเพราะแนะให้หมอจัดอัลตร้าซาวด์ให้ เธอบอกไม่ได้ไป เพราะคิดว่าทางเราจัดให้ อ้าว หลังจากหยุดอธิบายให้ฟังยาวมาก เธอก็เริ่มบทโศก ร้องไห้แล้วชี้หน้าตะโกนด่าฉันว่า คอยดูนะ ถ้าฉันได้อัลตร้าซาวด์เมื่อไหร่แล้วพบว่าเป็นถุงน้ำรังไข่แตกจริงๆ เป็นอะไรร้ายแรงฉันจะฟ้องหมอ ขอชื่อหมอหน่อยสิ ตะโกนดังมาก คนที่มารอ x-ray มองกันใหญ่เลย ตอนนั้นในใจโกรธมาก โกรธจนตัวสั่น พูดภาษาอังกฤษไม่ออกเลยแล้วไม่อยากสาวความกับยายแขกนี่ด้วย เลยเขียนชื่อส่งให้แล้วเดินออกมาปล่อยให้ยายแขกนี่แหกปากโอดโอยว่าเจ็บต่อ

พอระงับสติอารมณ์ได้ก็คิดว่าเราทำงานห้องฉุกเฉินมีหน้าที่แยกแยะว่าคนไข้ฉุกเฉิน (เจียนตาย) ที่ต้องได้รับการรักษาแบบเร่งด่วนรึเปล่า หากไม่ฉุกเฉินหมอประจำตัวก็สามารถดูแลได้ เราเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิด นี่ยายแขกปวดท้องมาก็มากกว่าปีแล้วก็ยังดูแข็งแรงดีอยู่ ยังไงก็ไม่ใช่เป็นอะไรที่ร้ายแรงแน่ๆ คิดแล้วเริ่มโกรธยายแขกนี่ว่า คอยดูสิ ลองมาฟ้องฉันนะ ฉันจะฟ้องกลับว่าทำให้หมอขายหน้าในที่สาธารณะ และทำให้จิตใจหมอกระทบกระเทือน จะฟ้องกลับให้ยายแขกนี่หมดตัวเลยดิ ยังไงสามีฉันก็มีปัญหาจ้างทนายที่เก่งกว่าทนายของยายแขกนั่นแน่ๆ

หากยายแขกนี้มีถุงน้ำรังไข่แตกจริงๆ คงไม่มีแรงมายืนตะโกนด่าฉันหลังจากเจอกันครั้งแรกก็หลายเดือน เอาสิ แขกฟ้องมา พี่ไทยก็จะฟ้องกลับ ลองดูว่าใครจะแน่กว่าใคร คนที่นี่ขู่หมอ กะจะฟ้องหมอไปทุกเรื่อง (เรื่องไม่เป็นเรื่อง) จริงๆ

คนไข้อยู่บ้านกับใคร ทำไมต้องรู้อ่ะ

กรกฎาคม 20, 2008 ที่ 12:17 am | เขียนใน Uncategorized | 1 ความเห็น

ตอนอยู่ห้องฉุกเฉินแรกๆ นั้น ต้องดูเคสก่อนแล้วกลับไปรายงานและถกกันกับ consultant ค่ะ ช่วงแรกๆ ดูเคสที่ไม่หนักมาก ดูเสร็จแล้วเตรียมอย่างดีเพื่อจะรายงานให้ consultant ฟัง คิดเรียบเรียงรายงานอย่างดี พ่วงด้วยการวินิจฉัย และโรคอื่นๆ ที่อาจเป็นไป รวมไปถึงแพลนในการรักษา อธิบายจนเสร็จ consultant ถามคำถามแรกแล้วอึ้งค่ะ เพราะอาจเป็นคำถามเดียวที่ตอบไม่ได้ เค้าถามมาว่า คนไข้ (ใช้ชื่อนะคะ เช่น Mr Smith) อยู่บ้านกับใคร อึ้งและงงค่ะ คิดในใจว่า who cares แล้วฉันจะรู้ไปทำไมเนี่ย ถามต่ออีกค่ะ ว่าคนไข้เดินเองหรือว่าใช้ไม้เท้า ใครทำกับข้าวที่บ้าน มีใครอยู่บ้านด้วยมั๊ย มีใครมาดูแลรึเปล่า ฯลฯ จิปาถะ ไม่เกี่ยวกับปัญหาที่คนไข้มารพ.วันนี้เลย แล้วก็เข้าใจว่า หากคนไข้อยู่บ้านคนเดียว ถ้าส่งคนไข้กลับบ้าน คนไข้จะดูแลตัวเองได้มั๊ย จะมีโอกาสล้มแล้วกระดูกกระเดี้ยวหักกลับมารพ.รึเปล่า บ้านมีบันไดกี่ขั้น จะเดินขึ้นได้มั๊ย หรือว่าต้องมีใครมาทำราวให้ก่อน ดูคนไข้แบบองค์รวมมั่กมาก สมัยเรียนแพทยศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) เคยได้ยินอาจารย์พูดถึงเรื่อง holistic approach (แพทย์องค์รวม) บ่อย มีการเยี่ยมบ้านหรือ home visit แต่แทบไม่ได้ทำในชีวิตการเป็นหมอจริงๆ ที่เมืองไทยเลย

มาเห็นที่นี่แล้วทึ่งในการมองคนไข้แบบองค์รวมมาก ส่วนสำคัญในการซักประวัติคือ social history หรือประวัติทางสังคมและความเป็นอยู่ เพราะหากคนไข้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็ไม่สามารถส่งคนไข้กลับบ้านได้ จนกว่าจะมีการจัดการเรื่องการช่วยเหลือ เช่น home help (คนช่วยเหลือ) meal on wheel (จัดส่งอาหาร) โดยจะมีหน่วยงานบำบัดต่างๆ (allied health) เช่น นักสังคมสงเคราะห์ นักกายภาพบำบัด นักอาชีวะบำบัด (occupational therapist; จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับสภาพของคนไข้ เช่น ติดตั้งราวบันได ติดตั้งราวในห้องน้ำ) เข้ามาช่วยเหลือก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่าคนไข้จะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หรือหากมีความจะเป็นอาจมีการให้พยาบาลตามเยี่ยมบ้านหลังส่งคนไข้กลับบ้านอยู่อีกหลายอาทิตย์

บ้านเราอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องว่าคนไข้อยู่บ้านกับใคร เพราะหากใครป่วยต้องการความช่วยเหลือ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะมีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะคำถามนี้ฉันเองแทบไม่เคยได้ถามคนไข้ที่บ้านเราเลยซักครั้ง แต่สังคมตะวันตกนั้นต่างคนต่างอยู่ ญาติพี่น้องไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันนัก คนมีอายุส่วนมากก็มักจะอยู่คนเดียว หรือกับสัตว์เลี้ยง (อ้อ หากคนไข้ป่วยนอนรพ. มีหน่วยงานเข้ามาช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงให้ด้วย เหลือเชื่อ) คำถามนี้จึงเป็นคำถามสำคัญที่ต้องถามคนไข้ที่มาตรวจทุกครั้ง

เคยคุยกับ registrar ที่อยู่เวรดึกด้วยกัน ปรากฎว่าคืนนั้นยุ่งมาก เพราะไม่สามารถส่งใครกลับบ้านได้เพราะต้องรอหน่วยงานบำบัดต่างๆ มาดูคนไข้ตอนเช้า เลยเล่าให้เค้าฟังเรื่องที่ว่าหมอบ้านเราดูแลคนไข้เรื่องสุขภาพเท่านั้น วินิจฉัย รักษา ให้ยาแล้วก็ส่งคนไข้กลับบ้าน ไม่ต้องมาสนในเรื่องทางสังคม การเป็นอยู่ของคนไข้เลย แล้วบ่นดังๆ ว่า who cares เค้าขำใหญ่บอกว่าอยากไปทำงานบ้านเรามั่ง เพราะที่นี่ doctors care ค่ะ

เวลาส่งเวรกันตอนเช้า สังเกตฟังหมอคนอื่นๆ รายงานเคสแล้วขำค่ะ บางทีเล่าเป็นตุเป็นตะเรื่องชีวิตคนไข้นานสองนานกว่าจะเข้าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ยิ่งหากเป็นคนไข้โรคจิตยิ่งรายงานเรื่องชีวิต สังคมและความเป็นอยู่ละเอียดยิบ ฟังแล้วเหมือนฟังนิยายเป็นเรื่องมากกว่าหมอส่งเวรกันค่ะ ต่างกับบ้านเราที่เวลาส่งเวร หรือ รายงานเคส จะเน้นเนื้อเป็นหลัก รายงานแต่หลักสำคัญเกี่ยวกับโรค การรายงานเคสต่างกันมาก อาจเป็นเพราะคนไข้เยอะ หากเล่าทุกอย่างคงใช้เวลาหลายชั่วโมงในการส่งเวร ฉันใช้เวลานานพอดูกว่าจะชินแล้วเริ่มต้นรายงานว่า นาย A เป็นชายสูงวัย เกษียณแล้ว อยู่บ้านตามลำพัง เดินด้วยไม้เท้า ลูกสาวอยู่บ้านใกล้ๆ มาเยี่ยมทุกวัน มีคนมาทำความสะอาดให้อาทิตย์ละครั้ง มารพ.วันนี้หลังไอ หอบ มาสามวัน …… อะไรอย่างนี้ บรรยายอยู่เป็นนาทีสองนาทีกว่าจะเข้าเรื่องว่ามารพ.ด้วยอาการอย่างไร ตอนแรกรู้สึกว่าการถามเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ที่ออสเตรเลีย หน้าที่หมอคือต้องรู้เรื่องส่วนตัวของคนไข้ อย่างน้อยต้องแน่ใจว่าคนไข้จะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

การดูแลคนไข้เป็นองค์รวมนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่ออสเตรเลียมีสวัสดิการสังคม การบริการจากรัฐบาลที่ดีมาก มาตรฐานการคุณภาพชีวิตดี แต่บ้านเรานั้นการดูแลคนไข้องค์รวมทำได้ยากเพราะขาดการสนับสนุน ขาดทรัพยากรและบุคลากร อย่างน้อย สิ่งทีฉันได้เรียนรู้จากห้องฉุกเฉินสิ่งนึงคือ ต้องทราบว่าคนไข้อยู่บ้านกับใคร เพราะ We (doctors) care about you ค่ะ

ปลอดเชื้อ (Sterile) รึเปล่านะ

กรกฎาคม 20, 2008 ที่ 12:07 am | เขียนใน Uncategorized | 1 ความเห็น

ที่เล่าให้ฟังคราวที่แล้วเรื่องหมอศัลย์ที่นี่มักจะใส่ชุดผ่าตัดเดินเข้าออกระหว่างห้องผ่าตัดกับวอร์ดเป็นว่าเล่นนั้น นึกกลับไปเมื่อสมัยอยู่เมืองไทยนั้น เขตห้องผ่าตัดเป็นเขตปลอดเชื้อ (Sterile) จริงๆ จำได้ว่าสมัยเป็นนศพ. (นักศึกษาแพทย์) เวลาเข้าห้องผ่าตัดแต่ละทีจะต้องเปลี่ยนรองเท้า เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดหลวมๆ สีเขียวๆ ใส่หมวก ใส่หน้ากาก ถึงจะเข้าเขตห้องผ่าตัดได้ เวลาจะเข้าดูเคสในห้องผ่าตัดจริงๆ ก็มักจะโดนพยาบาลต่อว่า (แกมตะคอก) เป็นประจำว่า หมอไม่ sterile ประมาณว่าขนาดยืนห่างเขตเตียงผ่าตัดตั้งไกล เวลาเข้าห้องผ่าตัดทีต้องเดิมอ้อมไกลๆ แทรกตัวแทบเสมือนเป็นจิ้งจกข้างฝาเลย เวลาจะดูเคสกับอาจารย์ทีต้องมองจากมุมไกลแตะตัวท่านไม่ได้เพราะจะไม่ sterile หากอยากเข้าดูเคสผ่าตัดจริงๆ ต้องเปลี่ยนเป็นชุดปลอดเชื้อทับเสื้อห้องผ่าตัดอีกที เวลาจะเดินออกต้องใส่เสื้อคลุมทับหรือเปลี่ยนเสื้อออกมา เวลาจะเข้าห้องผ่าตัดก็ต้องเปลี่ยนเสื้ออีกรอบหรือเอาเสื้อคลุมทับออก วุ่นวายมากจนบางทีไม่อยากเดินเข้าออกห้องผ่าตัดเลย

ที่เมลเบอร์นนั้น มักจะเห็นหมอแผนกศัลยกรรมใส่เสื้อห้องผ่าตัด (Scrub) สีฟ้าๆ หลวมๆ บางคนสวมหมวกผ้ากับรองเท้าผ้าหุ้มรองเท้าตัวเองอีกที เดินไปมา ก็พาลให้สงสัยว่าท่าจะยุ่งจนไม่มีเวลาเปลี่ยนเสื้อกัน จนได้มาผ่านวอร์ดศัลย์ถึงได้เข้าใจว่าปกติแล้วพวกหมอศัลย์ใส่เสื้อ scrub นี้ตัวเดียวตั้งแต่เช้าจนเย็น ไอ้ผ้าหุ้มรองเท้าก็เดินเข้าออกระหว่าห้องผ่าตัดกับวอร์ดตลอดวัน ไม่ได้มีการเปลี่ยนเลย งงมาก ที่งงคือคอนเซ็บท์ของเขตปลอดเชื้อนั้น คือ ไม่ควรให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคระหว่างภายนอกและภายในห้องผ่าตัด แล้วการที่ใส่ผ้าหุ้มรองเท้าเดินเข้าออกอยู่คู่เดียวนี่ ถึงแม้จะมองไม่เห็นเชื้อโรคแต่เชื้อมันคงเดินทางไปมาทั่วโรงพยาบาล ลองคิดดูว่าเหยียบเลือดในห้องผ่าตัด ปนออกมาในวอร์ด เอาเชื้อโรคจากคนไข้ในวอร์ดเข้าไปในห้องผ่าตัดอีก นี่ยังไม่รวมคิดถึงเชื้อโรคทั่วไปบนเสื้อ scrub ด้วยนะเนี่ย อีกทั้งระหว่างผ่าตัด คนเดินเข้าออกห้องผ่าตัดแบบไม่มีผ้าปิดปากกันเป็นว่าเล่น (บ้านเรานี่ไม่ได้เลย โดนด่าแต่ไกลแล้ว) คุยกันไปมา เชื้อจากคอและลมหายใจคงบินว่อนไปทั่วห้องผ่าตัด

ที่เห็นมาแล้วกับตาคือตอนเข้าเคสผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นเลือดเทียม (graft) ปกติบ้านเราการผ่าตัดแบบนี้ต้อง sterile สุดๆ เพราะ graft เป็นสิ่งแปลกปลอม หากติดเชื้อจะทำให้เกิดการติดเชื้อเข้ากระแสเลือด อันตรายมาก แต่นี่ค่ะ consultant เดินเข้ามาแบบไม่มี mask ยื่นหน้าเข้าฟิลด์ผ่าตัดแล้วถามว่า ทุกอย่างโอเคมั๊ย เห็นแล้วอึ้งค่ะ ไม่รู้น้ำลาย consultant หยดลงไปบนฟิลด์กี่ละออง ตกใจมาก

พวกหัตถการข้างเตียงที่ปกติบ้านเราทำกันบ่อยมาก แต่เน้นปลอดเชื้อสุดๆ คอนเซ็บท์คือ การทำหัตถารต้องทำให้เขตปลอดเชื้อเพื่อลดการติดเชื้อหลังหัตถการค่ะ ที่นี่ค่ะ ทำแบบ semi-sterile (กึ่งปลอดเชื้อ) แทน sterile (ปลอดเชื้อ) แต่ก็ยังเรียกว่าปลอดเชื้อกันได้เต็มปาก ยกตัวอย่างค่ะ เย็บแผล ปกติบ้านเราเตรียมเซ็ตเย็บแผล เช็ดทำความสะอาด ปูผ้าปลอดเชื้อ ฉีดยาชา เริ่มทำทุกอย่างในเขตที่ปูผ้าค่ะ หากมีการปนเปื้อน เช่น มือโดนนอกเขตปลอดเชื้อก็ต้องเปลี่ยนถุงมือปลอดเชื้อกันใหม่ แต่ที่ออสเตรเลียค่ะ เห็นหมอหลายๆ คนแค่เช็ดทำความสะอาด ไม่ปูผ้าปลอดเชื้อ เย็บไปมา ด้ายออกนอกเขตที่เช็ด ลองคิดดูสิค่ะ ปลายด้ายปนเปื้อนเชื้อ ผ่านเข้าแผลเย็บ ร้อยไปมา ปนเปื้อนเชื้อไปมา แค่คิดก็ติดเชื้อแล้วค่ะ

อีกหัตถการหนึ่งขอยกตัวอย่างคือการเจาะน้ำไขสันหลังค่ะ หัตถการนี้ก็เหมือนกัน ต้องทำให้ปลอดเชื้อสุดๆ เพราะถ้าติดเชื้อก็จะติดเชื้อเข้าเยื่อหุ้มสมอง เห็นมาแล้วค่ะ ว่าหมอที่นี่ใส่ชุดกาวน์ปลอดเชื้อนะคะ ใส่ผ้าปิดปากนะคะ ทำความสะอาด ปูผ้า เริ่มหัตถการเหมือนจะสะอาดสุดๆ ค่ะ แต่แล้วผ้าเลื่อนตกจากตัวคนไข้ เธอก็หยิบขึ้นวางที่เดิม มือบางส่วนออกนอกเขตปลอดเชื้อแล้วแต่ก็กลับมาจับเขตปลอดเชื้ออีก แค่คิดตามหลักปลอดเชื้อแล้วนี่ถือเป็นการปนเปื้อน แต่ไม่ค่ะ เธอทำต่อจนเสร็จ เฮ้อ แค่คิดก็ติดเชื้ออีกแล้วค่ะ

รู้สึกว่าหมอทีนี่ทำหัตถการต่างๆ ไม่ปลอดเชื้อ ไม่สะอาดเท่าบ้านเรา ดูไม่ซีเรียสเหมือนบ้านเรา (คิดสมัยพยาบาลบอกแกมตะคอกว่า หมอ ไม่ sterile) อัตราการติดเชื้อจากเชื้อในรพ.ก็เห็นกันประปราย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะประเทศนี้สะอาดรึเปล่าเลยไม่ค่อย sterile กัน แค่พอถูๆ ไถๆ ว่าเช็ดให้สะอาดแล้ว แต่ clean กับ sterile นี่ความหมายต่างกัน ไม่อยากจะบอกว่าเห็นคนไข้กลับมาเพราะแผลติดเชื้อก็เยอะ ติดเชื้อจากเชื้อในรพ.ก็หลายคน graft ติดเชื้อกันก็มี ซึ่งว่าไปก็พอจะเดาออกว่าสงสัยเคสหลังนี้คงเป็นเคสเดียวกับที่ consultant ยื่นหน้าเข้ามาถามว่า Is everything ok? ตอนนั้นอยากจะบอกท่านจริงๆ ว่า It would be ok if you put a mask on (มันคงดีกว่านี้ท่ายูจะใส่ผ้าปิดปาก) ค่ะ

ยูนิฟอร์ม

กุมภาพันธ์ 24, 2008 ที่ 11:30 pm | เขียนใน Uncategorized | 2 ความเห็น

ผ่านเรื่องเศร้าๆมาสองตอน ขอเล่าเรื่องเบาๆบ้างค่ะ  คุณๆ คงคุ้นตากับหมอในชุดกาวน์ขาวใช่มั๊ยคะ ตอนฉันอยู่เมืองไทยก็มีชุดกาวน์ขาวนี้เรียงเต็มตู้ค่ะเพราะต้องใส่ทุกวันทำงาน แต่ที่ออสเตรเลียเหรอคะ ลืมไปเลยค่ะหมอที่นี่ไม่ใส่ชุดกาวน์ขาว

ตอนได้ตอบรับเข้าทำงานในออสเตรเลีย ถามเจ้าหน้าที่ว่ามีกฏอะไรในการแต่งตัวมาทำงานบ้างมั๊ย เค้าบอกว่า ไม่มี (?!?) งงไปเลยค่ะ ดูจากหมอคนอื่นๆ ดู เค้าก็แต่งตัวกันธรรมดา ผู้ชายก็ใส่เสื้อเชิ้ตกางเกงผ้า แล้วก็ผูกไทด์ ผู้หญิงก็แต่งตัวกันตามสบาย บ้างก็กางเกง บ้างก็กระโปรง เอาไงดีล่ะ ฉันเองเลยเลือกที่จะใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงดำ รองเท้าหุ้มส้นสีดำไปทำงานค่ะ เริ่มงานวันแรก หมอเพื่อนร่วมงานคนที่มาจากสก็อตแลนด์ แต่งตัวได้ลำลองมั่กมาก เธอใส่เสื้อยืด กางเกงผ้าหลวมๆ เหมือนกางเกงสะดอของทางเหนือแล้วก็รองเท้าเตะค่า รองเท้าเตะจริงๆ หมอ registrar แต่งตัวดีขึ้นหน่อย เสื้อยืดสีดำกับกระโปรงพริ้วสั้นระดับเข่าสีดำ กับรองเท้าส้นสูงค่ะ ดูไปดูมา ฉันท่าจะแต่งตัวสุภาพและเป็นทางการเกินไป

 อยู่เวรวันหยุดวันแรกค่ะ เจอหมอ registrar วอร์ดอื่นที่ชอบทำหน้าเหี้ยมใส่เรา (อาจจะเพราะความป้ำๆเป๋อๆ ช่วงแรกๆของเราเอง) ตอน weekdays ปกติจะใส่เสื้อเชิ้ตผูกไทด์ กางเกงผ้าสีดำดูภูมิฐานมาก พอ weekends นี่สิคะ คุณเธอทำเอาแทบจำไม่ได้เลย ลำลองสุดๆ เสื้อยืดมีลายการ์ตูนตัวเบ้อเร่อกลางอก กางเกงยีนส์ (มีรูตรงเข่าด้วย) รองเท้าผ้าใบ โอ้โห ดูเป็นคนละคนเลยค่ะ หมอที่นี่แต่งตัวมาทำงานวันหยุดแบบลำลองจริงๆ บางคนมาแบบกางเกงขาสั้น เสื้อยืด รองเท้าประมาณรองเท้าแตะแต่มีสายรัดตรงส้น ดูแล้วเหมือนกำลังจะออกไปตกปลา ปิกนิก อะไรอย่างนั้นเลยค่ะ

ตอนฉันทำงานที่ห้องฉุกเฉิน วันแรกๆ ยังไม่ชินกับการลำลองจนเกินงามนัก ใส่เสื้อเชิ้ตพอดีตัวแขนสั้นกับกางเกงดำไปทำงาน ปรากฎว่า consultant ถามค่ะ ว่ายูดูแลคนไข้ห้องไหน ฉันหันไปบอก เฮ้ ยูฉันเป็น resident ของยูนะ ไม่ใช่พยาบาล consultant หน้าแตกสุดๆ พูดแก้เขินว่า โอ้ โทษที เห็นยูใส่เสื้อลายดอกไม้น่ารักเชียว คิดว่าเป็นพยาบาล ฮ่า ฮ่า ต่อจากนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ทำงานในห้องฉุกเฉิน ยูนิฟอร์มของฉันหรือคะ เสื้อยืดสีพื้น กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบค่ะ ดูทะมัดทะแมงสมกับทำงานในห้องฉุกเฉินดี แล้วที่สำคัญ หมอในห้องฉุกเฉินก็ใส่แบบนี้กันค่ะ เห็นใครใส่ยีนส์ทำงานในรพ. ก็จงรู้ไว้ว่าเค้าคือหมอค่ะเพราะมีแต่หมอเท่านั้นที่ใส่ยีนส์ไปทำงานได้

ตอนเทรนแผนกจิตเวช หมอจิตเวชคนนึงบอกว่า การใส่เสื้อกาวน์เหมือนเป็นการแสดงอำนาจและแบ่งชนชั้นกับคนไข้ อาจทำให้คนไข้ไม่ไว้วางใจหมอเท่าที่ควร ดังนั้นการถอดชุดกาวน์ พูดคุยกับคนไข้สามารถสื่อสารกับคนไข้ได้ลึกซึ้งกว่า ซึ่งก็อาจจะจริง แต่ปัญหาอยู่ที่ การเป็นหมอเอเชียตัวเล็กๆ หน้าตาอ่อนวัยกว่าอายุนัก มักจะทำให้ใครๆ คิดว่าฉันเป็นพยาบาลอยู่เรื่อยเลย

ยกเว้นแผนกศัลยกรรมค่ะ หมอศัลย์จะใส่เสื้อสครับ เป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีฟ้าสวมหัวกับกางเกงหลวมๆเข้าชุดกัน ถ้าเป็นบ้านเราควรจะเปลี่ยนชุดก่อนออกห้องผ่าตัดและควรเปลี่ยนชุดใหม่ก่อนเข้าห้องผ่าตัดค่ะ เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่มองไม่เห็น แต่ที่ออสเตรเลียเห็นพวกหมอศัลย์เดินเข้าออกห้องผ่าตัดด้วยชุดสครับชุดเดียวทั้งวัน สงสัยที่นี่คงสะอาด เชื้อโรคน้อย รึเปล่าน๊า 

ว่าแล้วจะขอเล่าเรื่องความสะอาดของการทำหัตถการของที่นี่ให้ฟังครั้งหน้าค่ะว่าแตกต่างจากบ้านเราขนาดไหน

เวลาสุดท้ายที่แสนเศร้า

กันยายน 15, 2007 ที่ 1:48 pm | เขียนใน Uncategorized | 2 ความเห็น

หลังจากบอกเล่าข่าวร้ายให้คนไข้มะเร็งเมื่อแรกวินิจฉัยแล้ว ประสบการณ์ในวอร์ดโรคมะเร็งก็สอนให้ฉันรู้ถึงการดูแลผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้าย

คำถามที่คนไข้จะถามหมอทุกครั้งคือ จะอยู่ได้นานแค่ไหน ในออสเตรเลีย หมอจะไม่เจาะจงเวลา แต่จะบอกว่า ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล อาจจะเป็นวัน สัปดาห์ เดือน ปี ไม่แน่ แต่หมอระดับ consultant อาจจะบอกเจาะจงกว่า แต่จะไม่มีทางบอกตัวเลขที่แน่นอนเหมือนในละครไทยแน่ๆ

มีคนไข้ชายรายหนึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ลุกลามระยะสุดท้าย รับเคมีบำบัดแต่มีผลข้างเคียงคือ เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้มีภาวะติดเชื้อ ต้องนอนรพ.ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด เนื่องจากต้องมีการตรวจเลือดทุกวัน เปลี่ยนเข็มน้ำเกลือบ่อย ฉันจึงมีโอกาสได้คุยกับเขาทุกวัน เค้าเป็นคนสุภาพ อัธยาศัยดี เค้าบอกว่าลูกสาวเค้าจะแต่งงานในอีกสองอาทิตย์ (การเลื่อนงานแต่งงานในออสเตรเลียเป็นไปได้ยาก เพราะต้องเตรียมการเป็นปี) แล้วเขาก็อยากจะจูงลูกสาวเข้าโบสถ์มาก เค้ารู้ดีถึงอาการป่วยของตัวเอง และตัวเขาเองไม่ต้องการถูกใส่ท่อหายใจ หรือปั้มหัวใจหากอาการแย่ลงกระทันหัน ฉันเองได้แต่หวังว่าเม็ดเลือดขาวของเขาจะกระเตื้องขึ้นและได้กลับบ้าน

แต่แล้วเค้ามีอาการปวดท้องกระทันหัน ไข้สูงขึ้น ดูไม่สู้ดี ตรวจท้องดูคิดว่ามีการรั่วของอวัยวะภายในช่องท้องซึ่งคอนเฟิร์มจาก X-ray และ CT scan ว่าตัวเนื้อร้ายบริเวณลำไส้ใหญ่แตก คุยกับหมอศัลยกรรมแล้ว ผลสรุปคือไม่มีการผ่าตัดซ่อม คนไข้และญาติรับรู้และเข้าใจ พวกเขาโศกเศร้าเสียใจมาก โดยเฉพาะตัวคนไข้ เค้าไม่กลัวความตาย แต่เค้าผิดหวังมากที่โอกาสในการจูงลูกสาวส่งให้เจ้าบ่าวนั้นริบหรี่เต็มที ฉันเห็นน้ำตาลูกผู้ชายไหลอย่างไม่อายใคร อาการคนไข้ทรุดอย่างรวดเร็ว สิ่งที่หมอทำให้คือการให้ยาระงับความเจ็บปวด และบรรเทาอาการเท่านั้น แต่ยาทำให้เค้าหลับเกือบตลอดเวลา

ฉันเห็นญาติอยู่เป็นเพื่อนเขาทุกวันเป็นภาพที่เคยชินทุกเช้าตอนวอร์ดราวด์ โดยเฉพาะลูกสาวนั้นมาทุกวันไม่ขาด เค้าจะลืมตาขึ้นมา say hi ตอนทีมเรามาราวด์ แล้วบอกพวกเราว่าเค้าไม่เจ็บไม่ปวด ขอบคุณหมอครับ  แล้วคนไข้ก็จากไปอย่างสงบในเวลาไม่กี่วัน

แม้ว่างานแต่งงานของลูกสาวเค้าจะมีขึ้นในเวลาน้อยกว่าสิบวัน แต่มันช่างนานเกินรอสำหรับคนไข้รายนี้  สิ่งสุดท้ายที่เค้าอยากทำกลับเป็นสิ่งที่เค้าไม่มีโอกาสได้ทำตลอดชีวิต

ความจริงในออสเตรเลียมีแผนกดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (palliative care) ซึ่งเน้นการดูแลองค์รวม รักษาตามอาการให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายเท่าที่จะทำได้ อาจมองเหมือนเป็นงานที่หดหู่ที่เห็นความตายเกือบทุกวัน แต่หมอย่อมมีลิมิตใน doctor-patient relationship อยู่ระดับหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้คือ ใช้ชีวิตอย่างมีสติและคุ้มค่าในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ก่อนที่จะสายเกินไปค่ะ

คราวหน้ารับรองว่าจะไม่เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างสองเรื่องที่ผ่านมาแน่นอนค่ะ

บอกข่าวร้าย

กันยายน 15, 2007 ที่ 1:22 pm | เขียนใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ขอย้อนกลับไปตอนทำงานในแผนกโรคมะเร็ง เนื่องจากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งหลายๆ คนเป็นคนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ บ้างก็เป็นผู้ป่วยระยะลุกลาม บางคนเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หน้าที่หนักของหมอคือ การบอกข่าวร้าย ให้ผู้ป่วยทราบ

จำได้ว่ามีคนไข้หลายคนที่บ้านเราไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นโรคอะไร แต่ญาติเสียเองที่รู้ไปหมด ส่วนมากหมอจะบอกกับญาติก่อน แล้วญาติอาจจะขอไม่ให้หมอบอกกับคนไข้ สรุปไปๆมาๆ คนไข้เลยไม่รู้ หรืออาจจะรู้เป็นคนสุดท้าย แต่ที่ออสเตรเลียสิทธิผู้ป่วยสำคัญมาก หากคนไข้ไม่อยากให้หมอบอกญาติ หากไม่ใช่โรคติดต่อที่เป็นอันตรายต่อคนอื่น หมอก็ไม่มีสิทธิบอกญาติ

ตอนเตรียมสอบ AMC มีหัวข้อ breaking bad news ต้องเตรียมตัวไว้ เช่น ขึ้นต้นประโยคด้วยคำที่ว่า หมอเกรงว่ามีข่าวร้ายมาบอก มีช่วงหยุดดูท่าที แล้วทะยอยบอก มีการเสนอกระดาษทิชชู่ แตะไหล่ เสนอน้ำให้ดื่ม อยากให้ญาติคนไหนมาอยู่ด้วยมั๊ย ใช้น้ำเสียงแสดงความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีท่าทีรีบร้อน ฯลฯ แต่พอมาเห็น registrar ที่ฉันทำงานด้วยซึ่งค่อนข้าง senior บอกข่าวร้ายให้คนไข้ทราบในชีวิตจริง เห็นแล้วทึ่งมาก เพราะการบอกข่าวร้ายของเธอช่างเต็มไปด้วย empathy อย่างจริงใจ ขนาดน้ำตาเธอคลอเบ้าไปด้วยก็มี เธอทำให้รู้สึกเหมือนเธอก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคนไข้ มีอารมณ์ร่วมไปกับคนไข้จริงๆ

ฉันคิดว่าหมอที่นี่เทรนให้เห็นอกเห็นใจคนไข้มากกว่าบ้านเรามาก เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะจำนวนคนไข้ไม่มากเหมือนบ้านเรา หมอมีเวลาให้กับคนไข้มากกว่า หมอมีความเป็นคนธรรมดามากกว่า สามารถแสดงความรู้สึกได้ ไม่จำเป็นต้องแสร้งเข้มแข็งและเป็นหมอตลอดเวลา บ้านเรานั้น หมอมักจะอธิบายสั้นๆ ห้วนๆ แล้วเดินจากไป ไม่มีเวลา (หรือไม่อยาก) รับรู้ความรู้สึกของคนไข้และญาติเท่าไหร่นัก

คิดแล้วย้อนไปถึงคำพูดของพระบิดาที่ว่า I don’t want you to be only a doctor but also a man อาจต้องมีการสอนกันใหม่ในโรงเรียนแพทย์บ้านเรา ให้หมอมีความเป็น “คน” มากขึ้นกว่านี้ แล้วการบอกข่าวร้ายให้คนไข้บ้านเราจะได้ไม่สั้นๆ ไม่ห้วน ไม่ดูเย็นชาอย่างที่เป็นอยู่กัน

คราวหน้าจะมาเล่าเคสคนไข้โรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้ฟังค่ะ

ความสะใจของหมอเชิงดอย

กรกฎาคม 18, 2007 ที่ 2:29 pm | เขียนใน Uncategorized | 1 ความเห็น

วันนี้ขอเล่าเรื่องสะใจตอนอยู่เวรเย็นดูแลคนไข้ศัลยกรรมเฉพาะทาง มีคนไข้กระดูกขาหัก เตรียมผ่าตัด แต่พยาบาลเรียกให้มาดูคนไข้เพราะคนไข้บ่นปวดหัวมาก

คนไข้มาจากแอฟริกา พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ญาติเป็นล่ามให้ จับได้ใจความว่า คนไข้ประสบอุบัติเหตุขณะนั่งในรถเมล์ หัวกระแทกพื้น ปวดหัวและหูข้างซ้ายฟังไม่ได้ยิน ตรวจร่างกายดูปรากฎว่าคนไข้กดเจ็บบริเวณทัดดอกไม้ (กะโหลกส่วนเหนือหู) ข้างซ้ายมาก เสียการได้ยินจริง เอาล่ะสิต้องมีอะไรซักอย่างแน่ๆ พอดี registrar กระดูกมาดูคนไข้ เลยบอกให้เค้าทราบ เค้าตอบกลับมาว่า เคลียร์ให้เรียบร้อยเพราะเค้าจะผ่าคนไข้คนนี้ในครึ่งชั่วโมง ฉันลากอุปกรณ์ส่องหูดู ปรากฎว่า มีเลือดหลังเยื่อแก้วหูข้างซ้าย ซึ่งหมายความว่าต้องมีอะไรรุนแรงในหูส่วนใน หรือ กะโหลกแตก แต่ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเพราะไม่เคยเห็นเคสจริงมาก่อน เคยเห็นแต่รูปในหนังสือ

ไม่ดีแล้วสิ ฉันเลยโทรติดต่อหมอศัลย์ทั่วไปหวังให้เค้ามาดูคนไข้ เขาบอกฉันให้โทรติดต่อห้องฉุกเฉินให้รับคนไข้ลงไปส่งสแกนศีรษะ ฉันโทรไปห้องฉุกเฉิน ไม่มีใครรับคนไข้ลงไป ฉันโทรไปหาหมอศัลย์กระดูก แกบอกฉันว่า คนไข้เลือดออกในหู โทรหาหมอหูสิ แล้วโทรหาแกใหม่ด้วย ว่าจะผ่าคนไข้ได้เมื่อไหร่ ฉันโทรหาหมอหู หมอหูถามฉันว่าแน่ใจแค่ไหน ฉันบอกไม่แน่ แต่คนไข้ดูท่าไม่ดีจริงๆ หมอหูให้ฉันโทรหาหมอเอ็กซเรย์ขอสแกนช่องหู ฉันโทรหาหมอเอ็กซเรย์ เค้าอิดออดไม่ค่อยอยากทำให้ ฉันบอกเค้าว่าขอช่วยสแกนทั้งหัวให้ด้วยนะ อาจมีเลือดออกในศีรษะ หมอเอ็กซเรย์ให้ฉันส่งใบขอเอ็กซเรย์ด่วนด้วยตัวเอง ปรากฎว่าหมอกระดูกโทรมาอีกถามว่าเคลียร์ได้ยัง แล้วบ่นว่าจะรีบผ่าอีก ฉันวิ่งลงไป หมอเอ็กซเรย์ไม่อยู่แล้ว โทรหาแกโดนด่าอีกว่าฉันลงมาช้า แกจะไปพัก อ้าวก็คุยกับหมออีกคนอยู่นี่หว่า

ฉันวิ่งเต้นคุยกับ registrar หลายแผนก แต่ไม่มีใครมาดูคนไข้เลยซักคน ถึงเวลาส่งเวรฉันรู้สึกแย่มากที่โดนหมอหลายคนรุมด่า เหมือนไม่เชื่อคำพูดของฉัน ส่งเวรให้หมอเวรดึกไป กลับบ้านด้วยความรู้สึกแย่ๆ

ตื่นเช้ามาเดินไปที่วอร์ดว่าจะไปตามดูผลสแกน พยาบาลคว้าตัวฉันไปแล้วบอกว่า ยูรู้มั๊ยคนไข้เมื่อคืนถูกส่งต่อไป Royal Melbourne Hospital เพราะมีเลือดออกในช่องหูจากกระดูกทัดดอกไม้แตก เป็นเรื่องใหญ่เชียว จากความรู้สึกแย่ๆเมื่อคืน กลายเป็นความโล่งใจขึ้นมาทันที ฉันรู้สึกสะใจพวกหมอที่ไม่ยอมมาดูคนไข้มาก เอะอะอะไรก็สแกน ทั้งที่การตรวจร่างกายง่ายๆ สามารถช่วยวินิจฉัยได้เยอะ สงสารแต่คนไข้ ถ้าหมอที่ห้องฉุกเฉินตรวจเธอละเอียดกว่านี้ ฟังคำที่เธอบอกว่าฟังข้างซ้ายไม่ได้ยิน เธอก็อาจได้รับการวินิจฉัยเร็วกว่านี้ คิดดูว่าถ้าหมอกระดูกเอาเธอไปผ่าเธอคงตายคาเขียงแน่ๆ

จากวันนั้นมา ฉันขอเอ็กซเรย์จากหมอคนที่อยู่เวรคืนนั้นได้ง่ายขึ้นเยอะเลยทีเดียว เรื่องนี้ทำให้คิดถึงคำที่อาจารย์ที่โรงเรียนแพทย์สอนว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายที่ดีสามารถวินิจฉันโรคได้ 90% ที่เหลือใช้การวิทยาการใหม่ช่วย เป็นจริงอย่างที่อาจารย์ว่า ขอบคุณอาจารย์จริงๆค่ะ

เจาะน้ำไขสันหลัง

กรกฎาคม 18, 2007 ที่ 1:40 pm | เขียนใน Uncategorized | 1 ความเห็น

การเจาะน้ำไขสันหลังหรือ LP (lumbar puncture) นั้นจะทำให้เคสที่ หมอคิดว่าคนไข้อาจมีการติดเชื้อในน้ำไขสันหลัง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นหัตถการที่นศพ.บ้านเราจะต้องมีโอกาสได้หัดทำตั้งแต่ก่อนเรียนจบพบ. ฉันเองจบแพทย์เชียงใหม่ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์วิจัยโรคเอดส์ เพราะมีคนไข้ HIV positive เยอะมาก มีเคสให้เจาะน้ำไขสันหลังเยอะ เพราะคนไข้ HIV มีโอกาสติดเชื้อราในเยื้อหุ้มสมองได้ง่าย คนไข้กลุ่มนี้จะปวดหัวเพราะความดันในศีรษะมาก การเจาะน้ำไขสันหลัง นอกจากจะเป็นการวินิจฉัย ยังเป็นการลดความดันในศีรษะ ลดอาการปวดหัวด้วย

เกริ่นมานานเพราะวันนึงใน ED มีชายหนุ่มคนนึงมาด้วยอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีไข้สูง อ่อนเพลีย ผลเลือดแสดงว่ามีการติดเชื้อในร่างกาย แต่หาต้นเหตุไม่ได้ ดังนั้น การเจาะน้ำไขสันหลังอาจจะให้คำตอบของอาการป่วยได้ registrar ถามฉันว่า เคยเจาะน้ำไขสันหลังมั๊ย ฉันบอกว่าเคย ขอฉันทำได้รึเปล่า เค้าก็บอกฉันว่าได้ แต่เดี๋ยวเค้าจะมาช่วยดูให้ ฉันพบว่าอุปกรณ์ที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราเลยทีเดียวนัก ใช้เข็มคนละแบบ บ้านเรานั้นจะใช้เข็มเจาะน้ำไขสันหลังเข็มเล็กๆ ยาวๆ เข็มเดียว แต่ที่นี่ จะแทงเข็มนำก่อน แล้วแทงเข็มเล็กๆ ยาวๆ เข้าไป โอเค เป็นไงเป็นกัน

คนไข้คนนี้ผอมมาก คลำกระดูกไขสันหลังได้ง่าย ว่าแล้วฉันก็ฉีดยาชาไปที่ตำแหน่งที่กะจะแทงเข็มนำ การใช้วิธีใหม่นี้ ฉันรู้สึกว่าให้ความรู้สึกว่าเข็มผ่านเข้าไขสันหลังดีกว่าแบบเก่า คิดแล้วก็เห็นน้ำไขสันหลังไหลออกมาตามเข็ม registrar มองหน้าฉันแล้วชูนิ้วโป้ง ยูรู้มั๊ยว่ายูเป็น resident คนแรกที่ไอคุมแล้วทำได้สำเร็จ แหม ไม่อยากบอกว่า LP นี่งานกล้วยๆ

พอผลตรวจน้ำไขสันหลังออกมา Consultant รีบมาบอกฉันใหญ่ว่า ซีร่าเธอรู้มั๊ยว่าผล Triple zero (หมายถึงไม่มีเศษเซลล์อะไรเลย ว่าง่ายๆคือไม่มีtraumaจากหัตถการ) แบบนี้ ฉันมีแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต ฉันก็รับคำชมยิ้ม คิดไปแล้ว ฉันเองอาจจะได้ผ่านการเจาะน้ำไขสันหลังมากกว่าหมอรุ่นพี่ที่นี่ก็ได้

ฉันว่าหมอบ้านเราเก่งเรื่องหัตถการชั้นสูงมากกว่าหมอที่นี่ เคยคุยกับหมอที่กำลังจะเรียนต่อศัลยกรรมที่นี่เรื่องการผ่าตัดไส้ติ่ง ว่าไอเคยทำมาเกือบร้อย แต่เพื่อนบอกฉันว่า จริงเหรอ ไอเองไม่เคยแม้แต่จะจับไส้ติ่งจริงๆเลย เชื่อแล้วจ๊ะว่าเรื่องแทงน้ำเกลือถ้าฉันพลาดจะเรียกเธอนะ แต่ถ้าเธอแทงน้ำไขสันหลังไม่ได้ หรือหาไส้ติ่งไม่เจอ ก็เรียกฉันก็แล้วกัน

EDนะคะ ไม่ใช่ER

กรกฎาคม 18, 2007 ที่ 1:24 pm | เขียนใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ห้องฉุกเฉินที่นี่เรียกว่า ED (Emergency Department) ค่ะ ไม่ใช่ ER (Emergency Room) แบบ American ฉันค่อนข้างตื่นเต้นกับการทำงานในห้องฉุกเฉิน ไหนกลัวว่าถ้าคนไข้ Arrest หรือหัวใจหยุดเต้น จะสั่งยากันรู้เรื่องมั๊ยนี่ จะหาของเจอมั๊ย

เริ่มงานวันแรกในรพ.Sunshine ซึ่งเป็นรพ.ค่อนข้างใหม่ สภาพแวดล้อมของห้องฉุกเฉินดีกว่าที่ Footscray เยอะ จะมีห้องตรวจคนไข้เรียงรายรอบ fish bowl ซึ่งเป็นส่วนที่แพทย์และพยาบาลทำงานกัน จะเริ่มการทำงานจากการคลิ๊กคนไข้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ รายชื่อคนบนสุดคือคนที่ฉุกเฉินสุด โดยจะแบ่งเป็น Category 1-5 คนไข้ Cat 1 คือฉุกเฉินสุด

ที่นี่มีหมอเยอะมาก เกือบสิบคนได้สำหรับคนไข้ผู้ใหญ่ แต่ละเคสต้องนำมาบอกเล่าให้ Consultant (ED physician) ฟังเพื่อได้แนวทางในการรักษาที่ถูกต้อง มี ED registrar และ HMO ทำงานเป็นกะ จะมีเวลาประมาณแปดโมงเช้า บ่ายสามโมงเย็น และ สี่ทุ่มเป็นเวลาส่งเวร หมอที่ห้องฉุกเฉินจะทำงานเป็นกะ กะละ 7-11 ชั่วโมง

ตอนอยู่เมืองไทยคนไข้ห้องฉุกเฉิน จะต้องมีอย่างน้อยรายนึง ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊มหัวใจ หรือรายที่หนักๆ แบบว่าฉุกเฉินจริงๆ เคยทำงานที่รพ.จังหวัด เป็นหมอเวรอยู่ห้องฉุกเฉินคนเดียว มีคนไข้รวมแล้วประมาณ 40 คนต่อเก้าชั่วโมง แต่ถ้ารวมคนไข้ไม่ฉุกเฉินที่พยาบาลช่วยดูด้วยก็ประมาณ 80 คนค่ะ

ที่ออสเตรเลีย อย่างที่บอกว่าต้องเขียนรายงานเยอะมาก ต้องคุยกับหมอแผนกอื่นเพื่อขอความเห็น อธิบายให้คนไข้ฟัง รอผลแล็ป เขียนจดหมายหา GP คนไข้คนนึงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงอย่างน้อย ช่วงแรกฉันรู้สึกว่าตัวเองดูคนไข้ช้ามาก (เทียบกับบ้านเรา) เลยพยายามเร่งสปีดตัวเอง ปรากฎว่าติดหนึ่งในห้าของหมอที่ดูคนไข้เยอะที่สุด 11-12 ต่อเวร เลยรู้ว่าหมอที่นี่เฉลี่ยแล้วดูคนไข้แค่ 5-7 คนต่อเวร ฉันเลยลดสปีดตัวเองลง ทำตัวกลมกลืนกับหมอที่นี่ค่ะ ฮิ ฮิ

อีกอย่างที่น่าสนใจคือ อยู่ห้องฉุกเฉินสามเดือน คนไข้ส่วนมากคือ ปวดหลัง ปวดท้อง มีไข้ ไม่สบาย อาเจียน ท้องเสีย ไอ หอบ ผื่น โรคจิตกำเริบ จิปาถะเหมือนคนไข้ตามคลินิก ไม่เคยเห็นคนไข้ถูกใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊มหัวใจเลยซักคนเดียว ไม่ต้องกลัวว่าจะสั่งยาฉุกเฉินไม่ถูก เพราะไม่มีโอกาสได้สั่ง

อย่างไรก็ดี ฉันค้นพบว่าตัวเองชอบงานห้องฉุกเฉินมาก เหตุเพราะคนไข้ที่นี่พูดมาก ถามมาก เรียกร้องมากยิ่งกว่าคนไข้หลายๆคน ที่เจอในรพ.เอกชนบ้านเราเลย ดังนั้นงานห้องฉุกเฉินดีอย่างที่เจอคนไข้แป๊บๆ แล้วก็จาก ไม่ต้องมาเจอกันทุกวัน ฉันชอบงานนี้มาก จนต้องขออาสามาอยู่ต่อในปีถัดมา

แพทย์พี่เลี้ยง

กรกฎาคม 18, 2007 ที่ 1:03 pm | เขียนใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

เนื่องจากฉันเข้าทำงานท้ายปี จึงไม่มีการปฐมนิเทศน์ อีกทั้งฉันเป็นหมอจบจากต่างประเทศ ฉันจึงมีแพทย์พี่เลี้ยงซึ่งคอยตามดูแล ถามสารทุกข์สุขดิบ และช่วยเหลือ คนๆนี้ชื่อ ฌอน

ความจริงฌอนเป็นหนึ่งในหมอที่สัมภาษณ์ฉันและรับฉันเข้าทำงาน ฌอนทำงานให้กลุ่มรพ.ที่ฉันทำงานแบบไม่ประจำ (part-time) ในหน้าที่แพทย์พี่เลี้ยงและสอนนศพ. อีกงานที่ฌอนทำและรักมากคืองานแสดง ใช่ค่ะ ฌอนเป็นนักแสดง เค้าแสดงละครเวที และเป็นคนไข้ปลอมให้นศพ.เรียน หรือสอบ ฉันมารู้ทีหลังว่าความจริงฌอนเทรนต่ออายุรกรรม แต่สอบข้อสอบขั้นแรกมาหลายปีแล้วก็ยังไม่ผ่าน จึงไม่สามารถต่อขั้นเฉพาะทางย่อยได้ซักที

ฌอนหน้าตาท่าทางดีมาก ดูเด็กกว่าอายุจริงพอดู ฌอนจะมาเจอฉันอาทิตย์ละครั้งในช่วงแรก แล้วค่อยๆเว้นระยะออกไปเมื่อฉันชินกับงานมากขึ้น อาทิตย์แรกฉันเล่าให้ฌอนฟังเรื่องการอยู่เวรของฉัน ฌอนก็ให้ข้อคิดว่าอย่าเปลี่ยนคำพูดเวลาทำงาน แล้วอย่าไปคิดมากหมอคนนั้นอาจมีวันที่แย่อยู่แล้วก็ได้ (ซึ่งต่อมาพรหมลิขิตบันดาลให้โคจรมาทำงานด้วยกัน เธอขอโทษฉัน บอกว่าวันนั้นเธอเจอเหตุการณ์แย่ๆมาก่อน เลยพาลกับฉัน)

ฉันปรับทุกข์เรื่องการทำงานกับฌอนหลายเรื่อง บางครั้งแทบร้องไห้ แต่ก็รู้สึกเบาใจเหมือนได้ระบายความอัดอั้นออกไป ฌอนก็ดีมากที่รับฟังปัญหาของฉัน และช่วยให้คำแนะนำต่างๆ อ้อ ฌอนบอกฉันว่าอย่าแทงน้ำเกลือกับสามีอีกหล่ะ สงสารเค้า (ฮ่า ฮ่า)

ฌอนบอกกับฉันว่าเค้ามั่นใจในตัวฉันและอยากให้ฉันมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เค้าบอกกับฉันตรงๆว่า ตั้งแต่เค้าสัมภาษณ์หมอเข้าทำงานมา ไม่เคยมีใครตอบคำถามได้ดีเท่าฉันเลย ดังนั้นเค้าไม่อยากให้ฉันรู้สึกว่าฉันแย่กว่าคนอื่น ฉันเคยเดินผ่านไปเจอกับ HMO Manager หรือ คนจัดสรรดูแลเวรให้หมอ เธอบอกกับฉันว่าฌอนเชื่อมั่นในตัวฉันมากว่าจะทำงานในองค์กรนี้ได้ดี ได้ฟังอย่างนี้แล้วฉันค่อยรู้สึกมั่นใจในการทำงานมากขึ้น

ฉันคิดว่าระบบแพทย์พี่เลี้ยงนี้ดีมากๆ โดยเฉพาะในช่วงของการปรับตัวของหมอต่างชาติในออสเตรเลีย ฉันคิดว่าหมอทุกคนที่เริ่มทำงานที่นี่แรกๆ คงจะรู้สึกไม่ต่างกับฉันมากนัก คงไม่ได้มีแต่ฉันคนเดียวที่รู้สึกแย่

การมีใครซักคนที่คนชี้แนะแนวทางในการทำงาน คอยดูแลถามสารทุกข์สุขดิบ โดยเฉพาะเวลาที่เราแย่ๆ ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้นเยอะ เหมือนเติมพลังให้พร้อมที่จะสู้กับวันต่อๆไป จริงมั๊ยคะ

ครั้งหน้าจะเล่าเรื่องการทำงานในห้องฉุกเฉินค่ะ จะตื่นเต้นเร้าใจแค่ไหน ต้องติดตามอ่านดู

แทงน้ำเกลือ จากงานช้างเป็นงานหมูๆ

กรกฎาคม 18, 2007 ที่ 12:56 pm | เขียนใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

สืบเนื่องจากการอยู่เวรครั้งแรก ฉันถูกเพจให้เปลี่ยนเข็มน้ำเกลือคนไข้สองคนของวอร์ดโรคไต

พูดถึงเรื่องเข็มแทงน้ำเกลือนี่ สำหรับหมอไทยส่วนมากเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เพราะที่เมืองไทยนี่พยาบาลจะเป็นคนแทงเข็มน้ำเกลือ แต่ที่ออสเตรเลียเป็นงานหลักของหมอจบใหม่เลยทีเดียว ฉันรู้ดีว่าฉันไม่คล่องเรื่องแทงน้ำเกลือนัก ก็แอบไปขอให้หน่วยการศึกษาของแพทย์ฝึกให้มาก่อนหน้า

ฉันแทงครั้งแรกไม่ได้ รู้สึกเสียเซลฟ์มาก แต่มีหมอหนุ่มคนนึงช่วยแทงให้ ขอบคุณจริงๆ

มาถึงคนไข้อีกคน แทงไม่ได้อีกยิ่งเสียเซลฟ์หนักไปอีก หันไปหมอหนุ่มคนนั้นก็หายไปแล้ว เอ เอาไงดีหว่า ไปเจอหมอผู้หญิงคนนึงกำลังเขียนอะไรงุดๆอยู่ที่ work station ฉันก็เลยเอาละหนะ ขอให้เธอช่วยดีกว่า เธอเป็นหมอเอเชียที่เกิดและโตที่นี่ พูดภาษาสำเนียงออสซี่มาก เธอยิ้มที่มุมปากแล้วบอกว่า เอางี้แล้วกัน ฉันแทงน้ำเกลือให้เธอ เธอไปคุยกับญาติคนไข้ของฉันนะ ว่าแล้วเธอก็เข็นรถแทงน้ำเกลือออกไป ซักพักพยาบาลก็เข้ามาบอกฉันว่า ยูรู้มั๊ยว่าหมอคนนั้นไม่แฟร์กับยูเลยนะ งานแทงน้ำเกลือเล็กๆ ไม่น่าจะโยนคนไข้ของเขามาให ้แถมเป็นคนไข้ศัลย์นะ ฉันว่าเธอขอให้หมอที่ดูแลคนไข้อายุรกรรมอีกคนมาช่วยเธอดีกว่านะ ฉันก็ อ้อเหรอ ไม่รู้นิ ฉันก็เลยวิ่งไปหาหมอคนนั้นแล้วบอกว่า โทษทีนะ เดี๋ยวฉันขอให้หมออีกคนมาช่วย เพราะว่ายูดูแลคนไข้ศัลย์นี่ เธอไม่พูดพล่ามทำเพลง ตะโกนด่าฉันต่อหน้าคนไข้ว่า ยูนี่หยาบคายมากเลย บอกให้ฉันแทงน้ำเกลือแล้วมาเปลี่ยนใจได้ไง เสียเวลาฉันมากๆ ฉันงงมากที่อยู่ๆเธอก็โกรธฉันมาก ฉันขอโทษขอโพยเธอใหญ่ เธอผลักรถแทงน้ำเกลือใส่ฉัน แล้วเดินออกไป พยาบาลเดินมาบอกฉันว่า หมอคนนั้นไม่น่าทำอย่างนั้นกับเธอต่อหน้าคนไข้นะ ไม่มีจรรยาบรรณแพทย์เลย ฉันรู้ว่าฉันผิดที่เปลี่ยนคำพูด แต่เธอก็ไม่น่าจะโกรธขนาดนั้น

จากเหตุการณ์นี้ ฉันบอกตัวเองว่าต้องแทงน้ำเกลือให้คล่องให้ได้ ขอให้หมอที่ทำงานวอร์ดเดียวกันช่วยสอน ก็แทงได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่มั่นใจ รู้สึกแย่มากๆ กลับบ้านบ่นให้สามีฟังทุกวัน คุณสามีที่แสนดีบอกว่าเอาอย่างนี้ ผมจะไปเป็นหนูทดลองให้ ความจริงที่ดีขนาดนี้เพราะคุณสามีเคยสัญญาว่า ถ้ายังรู้สึกแย่ๆอย่างนี้ทุกวันครบ 1 เดือน ให้ลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆ ผมเลี้ยงได้ คงกลัวฉันจะลาออกจริงๆ เพราะร้องไห้เกือบทุกวัน

 

วันเสาร์ ฉันพาสามีไปที่วอร์ด ขออนุญาตหัวหน้าพยาบาลใช้อุปกรณ์การแทงน้ำเกลือ พยาบาลที่วอร์ดดีกับฉันมากมาช่วยสอนเทคนิคในการแทงน้ำเกลือให้ฉัน ฉันแทงเข็มแรกไม่ได้ เข็มที่สองได้ พยาบาลเข้ามาดูพอดีบอกว่า ทำไมยูใช้เข็มใหญ่จัง ลองฝึกน่ะ ใช้เข็มเล็กๆสิ คุณสามีมองหน้าตาเขียวที่ฉันใช้เข็มใหญ่ แทงไป แทงมา นับได้ 9 เข็มพอดี พยาบาลที่ทำงานวันนั้นเข้ามาคุยกับคุณสามีฉันใหญ่ว่า ทำไมยูดีอย่างนี้ อดทนเจ็บให้ภรรยา คุณเธอก็ยิ้มหน้าบาน

จากวันนั้นมา ใครๆทุกคนในวอร์ดก็รู้จักคุณสามีฉันว่า ดีขนาดให้ฉันแทงน้ำเกลือเกือบสิบเข็ม แต่ต้องขอบคุณคุณสามีจริงๆ ที่ทำให้ความมั่นใจของฉันกลับคืนมา จนถึงปัจจุบัน งานแทงน้ำเกลือเป็นงานหมูๆไปแล้วค่ะ


งานแรก อยู่เวรวันแรก

กรกฎาคม 18, 2007 ที่ 12:35 pm | เขียนใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

 

เมื่อสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานใน Western Health  ผ่าน ฉันก็ประเดิมงานแรกด้วยวอร์ดโรคมะเร็ง (oncology) จำได้ว่าเป็นวันจันทร์แถมถูกจับให้อยู่เวรเย็นช่วง 5-8.30pm ในวันแรกด้วย

วอร์ดนี้มี registrar* 1 คนและ resident **(HMO) 2 คน ฉันเริ่มงานกลางเทอมจึงรู้สึกเหมือนเป็นคนอื่นในกลุ่มเพราะ resident กับ registrar ทำงานด้วยกันมาหลายอาทิตย์แล้ว คุยกันหนุงหนิง resident ที่ฉันทำงานด้วยเป็นคนมาจากสก็อตแลนด์ มาทำงานที่ออสเตรเลียด้วย working holiday visa แค่หกเดือนเท่านั้น จุดประสงค์หลักของเธอคือมาเที่ยวออสเตรเลียและ นิวซีแลนด์กับแฟนเธอซึ่งทำงานเป็น registrar แผนกอายุรกรรมในรพ.เดียวกัน ทำงานแค่เป็นค่าเที่ยวเท่านั้น

อย่างไรก็ดีเธอเป็นคนที่น่ารัก มีน้ำใจ คุยเก่งมาก มีอัธยาศัยดี แต่สำเนียงสก็อตแลนด์นี่ ฟังยากมากสำหรับฉันในตอนนั้น ขนาดคนไข้เองยังฟังไม่รู้เรื่องเวลาเธอพูดคำว่า Pain แล้วเธอชอบพูดคำว่า that’s fine แต่ตรงไฟน์นี่เธอจะออกเสียงว่า แฟน ตลอด ตอนหลังเริ่มชิน เธอชอบชวนฉันไปเบรคดื่มกาแฟด้วยกัน (แอบหนีงานเล็กน้อย)

งานที่นี่เริ่มตอนประมาณแปดโมงเช้า วอร์ดราวกับ registrar จะมี 2 วันในหนึ่งอาทิตย์ที่ consultant*** จะมาราวด์ด้วยซึ่งจะเริ่มประมาณเก้าโมงเช้า วอร์ดราวด์ที่นี่นานมากๆ ช้าๆ เนิบๆ พูดกับคนไข้นานๆ มีช่วงนึงที่วอร์ดฉันมีคนไข้เกือบ 30 คน (ถือว่ามากของที่นี่ บ้านเราเป็นร้อย) เดินราวด์กันตั้งแต่ 8am-5pm ทีเดียว แต่มีพักเบรคทานข้าว

หน้าที่หลักของ HMO ที่นี่นอกจากตามราวด์ เขียนชาร์ทแล้ว ก็ต้องสั่งแลป ขอเอ็กซเรย์ เช็คผลเลือด ทำหัตถการเช่น เจาะน้ำในปอดออก เจาะน้ำในท้องออก เพราะเป็นวอร์ดมะเร็ง มีคนไข้ที่มะเร็งแพร่กระจายไปปอด ท้องเยอะ งานแบบนี้สบายๆ เพราะถือเป็นงานระดับนศพ.บ้านเรา งานหลักอีกงานคือ แทงเข็มน้ำเกลือค่ะ งานนี้รันทดจริงๆ

อยู่เวรเย็นแรก งานหลักคือ แทงน้ำเกลือ ฉันไม่สามารถจริงๆ เพราะพยาบาลที่เมืองไทยแทงให้ตลอด ฉันแทงไม่ได้ต้องขอให้หมอคนอื่นช่วย หมอคนแรกดีมากช่วยแทงให้ แต่หมออีกคนเป็นเรื่อง ขอเก็บเรื่องนี้ไปเล่าคราวหน้า เรื่องมันยาว

 

งานอีกอย่างคือ เขียนชาร์ทใหม่ ดูคนไข้ปวดท้อง รับคนไข้ใหม่ จิปาถะ ว่าไปแล้ว งานจริงๆ ไม่เยอะ แต่ด้วยความที่ต้องเขียนรายงานทุกอย่างที่ทำ เสียเวลากับการเขียน เขียน และเขียนเยอะมาก ทำให้เคลียร์งานไม่เสร็จ หมอที่อยู่เวรดึกต้องมาตามหาฉันตอนสามทุ่ม แล้วเธอบอกฉันว่า ยูกลับบ้านเถอะ ไอทำต่อเอง ฉันรู้สึกผิดมาก ขอโทษเธอใหญ่ที่งานค้างเยอะ แต่ตอนหลังรู้ว่า หมอที่นี่ไม่ทำงานล่วงเวลาโดยไม่จำเป็น ทำได้แค่ไหนในเวลาก็แค่นั้น ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ส่งงานต่อ

 

แต่ด้วยการที่เป็นเวรครั้งแรกของฉัน นอกจากมีเรื่องกับหมอคนที่ขอให้ช่วยแทงน้ำเกลือ ทำงานไม่เสร็จ กลับบ้านช้า รู้สึกผิดและกังวล รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าที่สุด เครียดมาก กลับบ้านไปนั่งร้องไห้อยู่นาน คิดแค่ว่านี่แค่อยู่เวรวันแรกนะ ยังรู้สึกแย่ขนาดนี้ ไหนจะต้องแทงน้ำเกลือเป็นงานหลักอีก ไม่อยากทำงานต่อไปแล้ว

 

แต่ฉันก็ฮึดสู้ด้วยกำลังใจจากสามี ว่ายังไงต้องผ่านพ้นช่วงแรกของการปรับตัวไปให้ได้ ต้องเอาชนะความกลัวในการแทงน้ำเกลือออกไปให้ได้ จะได้ไม่ต้องขอร้องหมอคนอื่นให้ช่วยอีก

 

แล้วมาอ่านต่อกันคราวหน้าว่าไอ้การแทงน้ำเกลือนี่ มันเป็นเรื่องใหญ่และรันทดยังไงค่ะ

 

*registrar คือ หมอที่กำลังเรียนต่อเฉพาะทาง

**resident หรือ HMO คือ หมอที่ยังไม่ได้รับการตอบรับให้เรียนต่อ

***consultant คือ หมอเฉพาะทางสาขานั้นๆ

ตามล่าหางานจ้า

กรกฎาคม 18, 2007 ที่ 12:08 pm | เขียนใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

และแล้วก็สอบข้อสอบวัดความรู้ทางการแพทย์ในออสเตรเลีย (AMC exam) ผ่านทั้งหมด  2 parts ก็ถึงเวลาเริ่มต้นหางาน ความจริงมีหมอจากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ รวมถึงประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษอย่าง อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ สิงคโปร์ ฯลฯ สามารถหางานได้ก่อนที่จะสอบ AMC เสียอีก ฉันคิดว่ามันดูไม่ยุติธรรมสำหรับหมอจากเอเชีย ที่ทุ่มทุนอลังการงานสร้าง ทุ่มเทเวลา กว่าจะผ่าน AMC กว่าจะได้งาน แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยก็ภูมิใจที่บ้านเมืองเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครเหมือนพวกเขา

สอบเสร็จปุ๊บฉันก็เริ่มร่อน CV ไปตามรพ.ต่างๆทั่วเมลเบอร์น และต่างรัฐ รอแล้วรออีกซัก 3 อาทิตย์ก็เริ่มมีรพ.ติดต่อเข้ามา

ฉันได้ไปสอบสัมภาษณ์งานที่ Maroondah hospital ซึ่งห่างจาก Melbourne ประมาณ 20 กิโลกว่าๆ ได้ ตอนเจอหมอคนสัมภาษณ์รู้สึกเค้าทำท่าทางเหยียดผิวเล็กน้อย มารู้ทีหลังว่าที่รพ.นี้รับหมอจาก the U.K. เยอะ ไม่ค่อยมีหมอจากเอเชียเท่าไหร่ สัมภาษณ์เสร็จก็หายต๋อมไป

ไปสอบสัมภาษณ์อีกที่คือ Calvary Hospital ที่ Canberra เป็นตำแหน่ง intern ซึ่งปกติจะหายากมาก ฉันบินไปสอมสัมภาษณ์คนเดียว ไปเช้าเย็นกลับ มีหมอสามคนรุมสัมภาษณ์ มีทั้งคำถามทั่วๆไปและคำถามเกี่ยวกับวิชาความรู้แพทย์ สัมภาษณ์เสร็จหมอทั้งสามคนดูจะพอใจมาก พูดชวนให้มาทำงานที่ Canberra ใหญ่ แถมมีข้อเสนอดีๆ ทั้งเรื่อง rotation ทั้งเรื่องการเทรนด้วย สรุปว่าได้งานอย่างไม่เป็นทางการ

กลับมาเมลเบอร์นก็มาคิดดูว่างานที่ Canberra ดูท่าทางดี แต่จะให้ย้ายไปก็ลำบากค่าครองชีพสูง แถมคุณสามีก็ยังเรียนปริญญาเอกไม่จบ ก็พยายามติดต่อรพ.ที่เมลเบอร์นไปหลายๆที่ว่าจะมีโอกาสได้สัมภาษณ์บ้างมั๊ย ปรากฎว่ามีรพ.ใกล้เมืองอย่าง Western Hospital ติดต่อมาบอกจะนัดสัมภาษณ์ วันสัมภาษณ์นั้น มีหมอสามคนรุมสัมภาษณ์ถามคำถามทั่วไปเล็กน้อย แล้วถามแต่คำถามความรู้ทางการแพทย์ รวมทั้งการแก้สถานการณ์ฉุกเฉิน การอ่าน ECG (คลื่นหัวใจ) เป็นหลายสิบข้อ ทำเอาระบมไปหมด แถมสัมภาษณ์เสร็จไม่บอกว่าได้งานรึเปล่า ยิ่งทำให้ใจแป้ว กลับบ้านมาใจตุ้มๆต่อมๆว่าจะได้ไป Canberra แน่ๆ ทาง Canberra ก็ส่ง offer letter มาให้แถมโทรมาเช้าเย็นว่าจะรับ Offer มั๊ย ฉันเลยต้องผ่อนผันไปเรื่อยๆเพราะใจนึงก็อยากได้งานที่ Western hospital

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง ทาง Western hospital โทรมาบอกได้งานแล้ว ให้รีบติดต่อ Medical board เพื่อเริ่มงานทันที ฉันดีใจมากเพราะรพ.ใกล้บ้านที่อยู่มาก ห่างจากเมืองแค่ 10 กิโล มารู้ทีหลังจากคนที่สัมภาษณ์ฉัน ชื่อว่า Sean ที่ต่อมาเป็นแพทย์พี่เลี้ยงของฉัน Sean บอกฉันว่าฉันตอบคำถามดีมาก อาจจะถือว่าเป็นดีที่สุดเท่าที่เคยสัมภาษณ์มา (ไม่อยากเชื่อ ก็ต้องเชื่อ) ก็แหม เพิ่งสอบ clinical เสร็จ ความรู้ยังแน่นเปรี๊ยะ ฮิ ฮิ

ตอนหลังยังมีรพ.อื่นๆ ทั้งในเมลเบอร์นและต่างรัฐอย่าง Perth, Dawin, Adelaide ติดต่อมา แต่ก็ต้องบอกปัดไปเพราะได้งานใกล้ตัวแล้ว ฉันรู้สึกว่าเมื่อผ่าน AMC exam แล้วโอกาสได้งานจะง่ายขึ้นมาก แต่ได้ข่าวว่า ระยะหลังๆที่ AMC เปิดสนามสอบมากขึ้น ทำให้มีหมอผ่านAMC มากขึ้น โอกาสได้งานก็น้อยลง จึงถือว่าช่วงที่ฉันผ่าน AMC เป็นจังหวะและโอกาสที่ดี

ไหนๆก็ได้งานแล้ว ดูในตารางเวร อ้าว ถูกจับอยู่เวรเย็นวันแรกเลย จะรอดมั๊ยน๊า ต้องติดตามอ่านกันต่อครั้งหน้าค่ะ

หนทางการเป็นหมอในออสเตรเลีย

กรกฎาคม 16, 2007 ที่ 2:24 am | เขียนใน Uncategorized | 2 ความเห็น

 

เมื่อพรหมลิขิตได้ดลใจให้อยากจะเป็นหมอในออสเตรเลีย ก็ต้องหาข้อมูลของการที่จะเข้ามาเป็นหมอในออสเตรเลียก่อน ซึ่ง โดยหลักๆจะมีสองแบบคือ

1. General pathway คือ ผ่านการสอบ AMC แล้วทำงานในโรงพยาบาล ไม่เฉพาะทาง ฉันเข้ามาแบบนี้

2. Specific pathway โดยมากมักเป็นหมอที่จบเฉพาะทางมาแล้ว หรือหมอที่ยังไม่ผ่าน AMC ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นหมอที่มาจากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ ได้รับการสปอนเซอร์จากหน่วยงานในประเทศออสเตรเลียให้เข้ามาทำงาน

ในตอนที่ฉันสอบ AMC นั้น (ปี 2004-2005) มี 3 ขั้นตอนคือ

1. IELTS หรือ OET โดยในปี 2004นั้นต้องผ่านIELTS ให้ได้ overall 7 และเปลี่ยนเป็นให้ผ่านอย่างน้อย 7 each band (โหดมั๊ย) ส่วน OET นี้ไม่ทราบแน่เพราะไม่เคยสอบ ข่าวดีคือ มีการ ยกเลิกการสอบภาษาอังกฤษ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2007 แต่การขอ Medical registration นั้นต้องสอบอยู่ดี แต่อย่างน้อยก็ทำให้หลายๆคนย่นระยะเวลาการสอบ AMC ไปอีกเยอะ

2. Multiple choice questions (MCQ) คำถามเน้นความรู้ทั้งขั้นก่อนคลินิกและคลินิก ตอนที่ฉันสอบเป็นข้อสอบกระดาษให้กาและสอบสองวัน สอบได้เฉพาะในออสเตรเลียเท่านั้น ตอนนี้เป็นระบบคอมพิวเตอร์วันเดียว แถมยังสามารถสอบนอกประเทศออสเตรเลียได้ ย่นเวลาและยกปัญหาเรื่องวีซ่าออกไปได้เยอะ

3. Clinical examination เป็นการสอบปฏิบัติกับคนไข้สมมุติ อาจเป็นการตรวจร่างกาย การซักประวัติ การวินิจฉัย การรักษา การให้คำแนะนำ หรืออาจจะเป็นเรื่องกฎหมายทางการแพทย์ได้ ขั้นตอนนี้ต้องสอบในออสเตรเลียเท่านั้น

ผู้สนใจต้องหมั่นเช็ค http://www.amc.org.au เพราะข้อมูลเปลี่ยนแปลงเสมอ

 

การสอบ AMC นั้นจะเข้าไปสอบเลยก็ได้ ถ้ามั่นพอ แต่ฉันรู้ตัวดีว่าความรู้ไม่แข็งแรงนัก ขอความชัวร์และมั่นใจจากการเข้าเรียนคอร์สเตรียมสอบดีกว่า เพราะค่าสอบแพงมาก (ขั้นแรก $1,350 ขั้นที่สอง $1850 ตอนนี้แพงขึ้นอีก) เลยทุ่มทุนสร้าง ฉันโชคดีได้รับการตอบรับให้เรียนในคอร์สของ VMPF ซึ่งถือว่าเป็นคอร์สที่ดีที่สุด เข้าค่อนข้างยากและจำกัดจำนวนคน (สามารถหาข้อมูลได้ที่ http://www.vmpf.org.au) ฉันเรียนคอร์สเตรียมสอบข้อสอบช้อยส์ ($2,200 ตอน 2004) สอบผ่านแล้วเรียนต่อคอร์สเตรียมตัวสำหรับ clinical ($4,400 ตอน 2005) จบแล้วฉันยังเรียนคอร์สของ Monash ต่อเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ($1,100 ต่อการเรียนหกครั้ง เห็นว่าตอนนี้ 2,000 เหรียญแล้ว) ฉันโชคดีที่สอบผ่านฉลุยในครั้งเดียวทุกขั้น ทั้งนี้เพราะสามีบอกค่าเรียน ค่าสอบแพง ขู่จนต้องขยันให้ผ่านให้ได้ (เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ขยันเรียนมาก) แต่กระนั้นก็ยังใช้เวลาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนคอร์สแรกจนผ่านข้อสอบภาคปฏิบัติ 14 เดือน ทุ่มทั้งเงิน ทุ่มทั้งเวลา และแรงขยัน (ซึ่งพบได้ยากมากในตัวเอง) จริงๆ

นับจากเดือนพฤษภาคม 2004 ออสเตรเลียบรรจุแพทย์ในการขอ skilled-migration โดยมีข้อแม้ว่าแพทย์คนนั้นต้องมี full medical registration ก่อน ซึ่งหมายถึงการสอบ AMC examination ให้ผ่านและทำงานครบ 1 ปี นอกจากจะได้ PR แล้วยังสามารถรับงานพิเศษ หรือรับจ๊อบพาร์ทไทม์ได้เมื่อมี Full registration

หนทางไม่ง่ายนักแต่ถ้าผ่านทุกขั้น ชีวิตการเป็นหมอ และการใช้ชีวิตในออสเตรเลียก็ดูจะง่ายขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียว

เมื่อสอบผ่านแล้ว ก็ต้องหางานแล้ว ครั้งหน้าจะมาเล่าต่อให้ฟังค่ะ

พรหมลิขิตให้มาเป็นหมอเชียงใหม่ในเมลเบอร์น

กรกฎาคม 16, 2007 ที่ 1:00 am | เขียนใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

คุณเชื่อมั๊ยว่าพรหมลิขิตมีจริง ฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ได้เป็นหมอ มาพบคุณสามี และมาทำงานในเมลเบอร์นแน่ๆ ฉันจบแพทย์ศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับจำนวนปีที่จบมาได้เกือบครบทุกนิ้วแล้ว ตอนจบใหม่ๆก็ไม่ได้คิดที่จะเรียนต่อหรืออยู่ต่างประเทศแต่อย่างใด แต่มาวันนี้ฉันทำงานเป็นหมอที่เมลเบอร์นได้เกือบสองปีแล้ว และกำลังจะเรียนต่อ General Practice หรือแพทย์ทั่วไปในเร็วๆนี้ ชีวิตถูกลิขิตไว้จริงๆ

ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นหมอไทยรุ่นบุกเบิกที่มาผ่านข้อสอบ AMC (Australian Medical Council) หรือข้อสอบเพื่อใบประกอบโรคศิลป์ของแพทย์สภาแห่งประเทศออสเตรเลีย และทำงานที่นี่ ไม่นับรวมหมอไทยที่มาเรียนต่อคอร์สสั้นๆ ปริญญาโทหรือเอก หรือมาดูงานที่นี่ เป็นเพราะหมอไทยส่วนมากจะไปเรียนต่อที่อเมริกากัน ข้อมูลการมาเป็นหมอทางนี้เลยน้อย ฉันเองมีคนถามอยู่เสมอๆ รวมทั้งเห็นคนไปโพสต์ถามที่ www.thaiclinic.com เป็นระยะๆ อีกทั้งฉันเบื่อเหลือเกินเวลาที่หมอไทยหลายๆคนชอบพูดว่า “มาออสเตรเลียง่ายจะตาย ใครๆก็มากัน” แต่แปลกดีที่ทำงานมาซักพักไม่เคยเจอหมอไทยในที่ทำงานเลย นอกเสียจากหมอไทยที่มาเรียนต่อปริญญาเอก เพื่อนและน้องหมอที่ผ่าน AMC หลังจากฉัน (2-3 คนได้) ของอย่างนี้ ไม่ลองไม่รู้จริงๆ อ่านแล้วจะรู้ว่าไม่ง่ายหรอกนะขอบอก

ใจจริงฉันอยากเรียนอะไรที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจมากกว่า แต่เหมือนพรหมลิขิตขีดให้มาเป็นหมอ สมัยสอบเทียบผ่านฉันเลือกแต่บริหารฯกับบัญชีของจุฬาหรือธรรมศาสตร์ปรากฎว่าฉันเอ็นท์ไม่ติดทั้งที่มั่นใจนักหนาว่าติดแน่ๆ สมัยสอบโควต้าฉันเลือกหมออันดับหนึ่งให้มามี้สุดที่รักของฉัน แล้วเลือกวิศวะให้ตัวเอง ตอนประกาศผลฉันเองมั่นใจมากว่าติดวิศวะชัวร์ (ชัวร์ขนาดไม่ไปดูผลสอบ) ปรากฎว่าเพื่อนโทรมาบอกว่า เฮ้ย ติดหมอ ดีใจจังจะได้เรียนด้วยกัน ไอ้ตัวฉันก็เซ็งเลยในขณะที่มามี้ดีใจหน้าบาน

สมัยเป็นนศพ. ฉันก็ขี้เกียจมั่กมาก เพื่อนสนิทจะรู้ดีว่ากินกับนอนเป็นกิจวัตร นั่งหน้าแถวในห้องเล็กเชอร์ ซีร่าเธอก็หลับได้หน้าตาเฉย ใครๆจะอ่านหนังสือโต้รุ่ง ดิฉันรึก็นอนโต้รุ่งเหมือนกัน คะแนนสอบออกมาฉันก็เป็นพวกตะกายมีน (เกือบผ่านหรือผ่านเฉียดฉิว) ตลอด แต่สุดท้ายก็จบ พบ.มาได้ แหม ใครก็คงไม่ถามหรอกนะว่า หมอได้เกรดเท่าไหร่สมัยเรียน ถึงฉันจะไม่เก่งเรื่องการเรียน แต่ในเรื่องการทำงานนั้นฉันมั่นใจว่าฉันทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ก็แหม คนมันรู้ตัวว่าความรู้ไม่แข็งแรง ก็อาศัยความขยันก็แล้วกัน

ตอนที่ฉันจบเป็น พญ.นั้น เป็นช่วงที่วิกฤตเศรษฐกิจ วิศวะและสาขาอาชีพอื่นๆอีกหลายสาขาอาชีพต้องไปวิจัยฝุ่นหรือเรียนต่อกัน ในขณะที่หมอจบมายังไงก็มีงานทำ ฉันนึกย้อนกลับไปแล้วก็ต้องยกความดีให้มามี้ที่ผลักดันให้ฉันเข้าสู่วงการแพทย์ได้สำเร็จ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องงานหรือเรียนต่อเหมือนเพื่อนหลายๆคน แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงจะขยันเรียนมากกว่านั้น ยิ่งทำงานในออสเตรเลีย ยิ่งรู้สึกว่า ความรู้เบสิกต่างๆนี่สำคัญ หมอที่นี่ชอบถกเถียง ชอบบลั๊ฟกัน (แต่ไม่ค่อยลงมือทำ)  ถ้าฉันความรู้แข็งแรงกว่านี้คงได้ร่วมวงถกมากกว่านี้ ทั้งๆที่ว่าไปแล้วพวกหมอเก่งๆที่นี่ยังไม่เห็นเก่งเท่าพวกหัวกะทิของรุ่นเราที่มช.เลย

สมัยเป็นนศพ.ก็เห็นมีพี่เด้นท์ (แพทย์ใช้ทุนหรือแพทย์ประจำบ้าน)หลายคนหนีไปอเมริกาตอนเป็น เด้นท์เหมด(อายุรศาสตร์) ปีสองหรือสาม พวกนศพ.จากกรุงเทพฯก็เตรียมสอบ USMLE (ข้อสอบไปเรียนต่อที่อเมริกา) กันตั้งแต่ปีสี่ปีห้า ไอ้ฉันเองอยู่เชียงใหม่ไม่เคยคิดจะเรียนต่อ ไม่รักความก้าวหน้าไม่ได้คิดเตรียมตัวอะไร จนวันที่เรียนจบ ทำงานซักพัก แล้วตัดสินใจว่าเอาล่ะ หนูจะเป็นหมอ skin ค่ะ เพราะรักสวยรักงามเป็นทุน ฉันค้นหาข้อมูลและติดต่อ U of Cardiff ไว้เรียบร้อย แต่ด้วยข้อกำหนดที่ว่า ต้องสอบภาษาอังกฤษ IELTS ให้ได้ 7  ตอนนั้นคิดว่าไหนๆก็จะไปเรียนต่อ ขอพักสมองท่องเที่ยวและเรียนภาษาติวเข้มเพื่อสอบ IELTS ที่เมลเบอร์นเลยดีกว่า เรียนภาษาได้ 10 weeks สอบ IELTS ได้ 7 แล้ว แต่ดันมาตกหลุมรักเมืองๆนี้ ประจวบกับพี่ร่วมรุ่นแพทย์เชียงใหม่บอกว่ามีลู่ทางมาทำงานที่ออสเตรเลียได้ไม่ยาก (อย่างที่เกริ่นไว้ ไม่ลองไม่รู้จริงๆ) แผนการไปเวลส์เพื่อ skin training ก็ต้องมีอันล้มพับไป

ตอนนั้น ฉันไม่รู้จริงๆว่าการเริ่มต้นที่สวยหรูกำลังจะมีอันเปลี่ยนแปลงไปในไม่ช้า 

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.
Entries และ ข้อคิดเห็น feeds.